วันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

Microtubule

ไมโครทูบูล (Microtubule)
โครงสร้างไมโครทูบูล
Ø ไมโครทูบูล (microtubule) เป็นแท่งกลวง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 นาโนเมตร ยาว 200 นาโนเมตร – 25 นาโนเมตร
Ø ประกอบด้วยโปรตีนก้อนกลม (globular protein) ชื่อว่าทูบูลิน (tubulin) ซึ่งมี 2 หน่วยย่อย คือ แอลฟาทิวบูลิน (alpha – tubulin) และบีตาทูบูลิน (beta – tubulin)
Ø เซนโทรโซม (centrosome) เป็นศูนย์ควบคุมการประกอบไมโครทูบูล ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับนิวเคลียส ภายในบริเวณ เซนโทรโซมจะพบเซนทริโอล จำนวน 1 คู่ เซนทริโอล 1 อัน มีรูปร่างเป็นทรงกระบอก ประกอบด้วยท่อไมโครทูบูล 3 ท่อ จำนวน 9 ชุด มาเรียง ตัวกันเป็นวงแหวน ตรงกลางไม่มีท่อทูบูลิน เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า 9 + 0 
Ø เซนทริโอล คู่นี้ จะวางตั้งฉากกันและเกี่ยวข้องกับการแยกโครโมโซมระหว่างการ แบ่งตัวของเซลล์
Ø เซนโทรโซม ในเซลล์พืชส่วนใหญ่ไม่มีเซนทริโอล
หน้าที่ของไมโครทูบูล
1.    ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของซีเลียและแฟลกเจลา โดยกลไกการเลื่อนของไมโครทูบูล โดยโปรตีนไดเนอินที่จับอยู่ที่บริเวณไมโครทูบูลของซีเลียและแฟลกเจลา
2.    ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งเซลล์ โดยเป็นองค์ประกอบของเส้นใยสปินเดิล (spindle fiber)
ตัวอย่างแหล่งที่พบ
ผิว ผม ขน เขา เล็บ นอ

Cytoplasm

ไซโตพลาสซึม (Cytoplasm)
ไซโตพลาสซึม เป็นส่วนที่อยู่ในเซลล์ทั้งหมด ยกเว้นนิวเคลียส ไซโตพลาสซึม เป็นของเหลว มีความข้นโปร่งแสง ประกอบด้วย น้ำประมาณ 75 - 90 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นสารชนิดอื่น เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรท ไขมัน และสารอนินทรีย์ที่อยู่ในรูปสารละลาย ส่วนสารอินทรีย์ มักอยู่ในรูปของคอลลอยด์ (colloid) 
หน้าที่ของไซโตพลาสซึม ได้แก่ 
Ø เป็นบริเวณที่เกิดปฏิกิริยาเคมีของเซลล์ 
Ø สลายวัตถุดิบเพื่อให้ได้พลังงานและสิ่งที่จำเป็นสำหรับเซลล์ 
Ø สังเคราะห์สารที่จำเป็นสำหรับเซลล์ 
Ø เป็นที่เก็บสะสมวัตถุดิบสำหรับเซลล์ 
Ø เกี่ยวข้องกับกระบวนการขับถ่ายของเสียของเซลล์

Lysosome

ไลโซโซม (Lysosome)
โครงสร้าง
เป็นถุงที่บรรจุ เอนไซม์ไฮโดรไลซ์ (hydrolytic enzyme) สำหรับย่อยโปรตีน ไขมัน พอลิแซคคาไรด์ และกรดนิวคลีอิก- pH ใน ไลโซโซม เท่ากับ 5 ซึ่ง เอนไซม์ไฮโดรไลซ์ ทำงานได้ดีที่สุดซึ่ง pH ในไซโทพลาสซึมเท่ากับ 7 - เอนไซม์ไฮโดรไลติก สร้างใน ER และส่งมายังไลโซโซมโดยผ่านทางกอลจิแอพพาราตัส


หน้าที่
1.       การย่อยสลายภายในเซลล์ (intracellular digestion) 
Ø การโอบกลืน(phagocytosis) เช่น การย่อยเซลล์แบคทีเรียที่ถูกจับกินโดยเม็ดเลือดขาว 
Ø การย่อยสลาย แมคโครโมเลกุล (macromolecule)
Ø การทำลาย ออร์แกเนลล์ ที่เสื่อมสภาพในเซลล์ (autophagy) 
2.     มีหน้าที่ใน กระบวนการทำลายเซลล์ที่หมดอายุหรือหน้าที่ (programmed destruction) เช่นในการเปลี่ยนรูปร่างของลูกอ๊อด เป็นกบ โดยไลโซโซมในเซลล์หาง ลูกอ๊อด จะทำลายส่วนหางให้หายไปขณะ เจริญเติบโตเป็นกบหรือ การหายไป ของพังผืด ระหว่างนิ้วมือของมนุษย์

Chloroplast

คลอโรพลาสต์ (Chloroplasts)
โครงสร้าง
Ø พบในเซลล์พืช สาหร่าย และ ไซยาโนแบคทีเรีย (cyanobacteria)
Ø มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-6 ไมโครเมตร ยาวประมาณ 1-5 ไมโครเมตร
Ø คลอโรพลาสต์ เป็น พลาสติด ชนิดหนึ่ง พลาสติด เป็นออร์แกเนลล์ ที่พบในพืช ซึ่งได้แก่ 
1.       อะไมโลพลาสต์ (amyloplast) เป็นพลาสติด ที่ไม่มีสี พบที่รากและส่วนหัวของพืช ทำหน้าที่เก็บสะสมแป้ง
2.       โครโมพลาสต์ (chromoplast) มีรงควัตถุ สีแดง และสีส้มบรรจุอยู่ให้สีแดงและสีส้ม แก่ผลไม้ ดอกไม้ และใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง 
3.       คลอโรพลาสต์ (chloroplast) มี รงควัตถุ สีเขียวเรียกว่า คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) มีเอนไซม์ และโมเลกุลอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์ด้วยแสง พบในใบและส่วน อื่น ๆ ของพืชที่มีสีเขียว
Ø มีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น คือ เยื่อหุ้มชั้นนอกและเยื่อหุ้มชั้นใน
Ø ภายในคลอโรพลาสต์ ประกอบด้วย ถุงแบน ๆ ที่เกิดจากเยื่อหุ้มชั้นในเรียกว่า ไทลาคอยด์ (thylakoid) วางซ้อนทับกันอยู่เป็นกอง ๆ ซึ่งแต่ละกอง ของไทลาคอยด์ เรียกว่า กรานัม (granum)ของเหลวที่บรรจุอยู่รอบ ๆ ไทลาคอยด์ เรียกว่าสโตรมา (stroma) ซึ่งจะมี DNA ไรโบโซมของคลอโรพลาสต์ และเอนไซม์ที่ใช้ในการ สังเคราะห์คาร์โบไฮเดรต
Ø คลอโรฟิลล์ อยู่ที่ เยื่อหุ้มไทลาคอยด์ (thylakoid membrane)
หน้าที่
Ø เป็นที่เกิดกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis) 
Ø การสังเคราะห์ด้วยแสง คือ กระบวนการที่พลังงานแสงถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานเคมี
คาร์โบไฮเดรต โดยสามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้


พลังงานแสง + CO2+ H2O C6H12O6 + O2


Cell wall

ผนังเซลล์ (Cell Wall) 
เป็นส่วนที่อยู่ภายนอกเยื่อหุ้มเซลล์ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตเป็นจำนวนมาก เมื่อสร้างใหม่ๆ ผนังเซลล์จะมีลักษณะบาง ต่อมาจะหนาขึ้นเพราะมีการสะสมสารต่างๆ โดยชั้นใหม่ที่เกิดจะติดกับส่วนของเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้ชั้นเก่าถูกดันห่างออกจากโปรโตพลาสต์ ชั้นใหม่นี้เรียกว่าผนังเซลล์ชั้นที่สอง (Secondary Cell Wall) ซึ่งจะมีความหนาไม่เท่ากันตลอด ทำให้เกิดลักษณะที่เป็นรูเปิด เพื่อให้สารต่างๆ เคลื่อนผ่านได้เรียกว่า พิท (Pit)                                                                                 ผนังเซลล์มีส่วนประกอบทางเคมีที่สำคัญ คือ
1.    ไมโครไฟบริลลา โพลีแซคคาไรด์  (Microfibrillar Polysaccharides)  ซึ่งกลุ่มที่พบมากที่สุด  คือ เซลลูโลส (Cellulose)  และไคติน (Chitin)
Ø เซลลูโลส เป็นลูกโซ่ของ ดี-กลูโคส (D-glucose) ซึ่งเรียงตัวเกาะกันแบบ b-1,4-glycosidic bond ซึ่งมีความยาวต่างกันไป แต่โดยปกติจะมีกลูโคสอยู่ประมาณ 2,000-14,000 หน่วย ยาวประมาณ 1-7 mm และจับกับลูกโซ่ข้างเคียงด้วยแขนแบบไฮโดรเจน (Hydrogen bond)   ทำให้เกิดเป็นลักษณะที่เรียกว่า ไฟบริล (Fibrils)  ซึ่งหนาไม่เกิน 250o A และยาวหลายไมโครเมตร แต่ละไฟบริลจะเรียงต่อกันด้วยไฮโดรเจนบอนด์ ซึ่งทำให้เกิดการติดกันขึ้นมา เซลลูโลสจะฝังตัวอยู่ในของเหลวที่มีรูปร่างไม่แน่นอนเรียกแมทริกซ์  โพลีแซคคาไรด์ ส่วนของไฟบริลจะทนต่อการเข้าทำลายของเชื้อจุลินทรีย์และสารเคมี  ผนังเซลล์จึงมีหน้าที่ป้องกันอันตรายและเพิ่มความแข็งแรงให้กับเซลล์ พืชในพืชชั้นต่ำที่มีเซลลูโลสน้อย เช่น เชื้อราจะมีไคติน (Chitin) ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป
Ø ไคติน เป็นส่วนประกอบที่พบมากในผนังเซลล์ของเชื้อรา และเป็นส่วนประกอบของสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง โมเลกุลของไคตินจะเรียงต่อกันยาว โดยไม่แตกสาขา สารประกอบทางเคมีเป็นพวก N-acetyl-D-glucosamine โดยเกาะกันแบบ b-1,4-glycosidic bond ทำให้เกิดเป็นไฟบริลเช่นเดียวกับเซลลูโลส
2.    แมทริกซ์ โพลีแซคคาไรด์ (Matrix Polysaccharides) ส่วนนี้จะประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ  เฮมิเซลลูโลส (Hemicellulose) และเพคติน (Pectin) ซึ่งแยกออกจากกันโดยคุณสมบัติในการละลายน้ำเพราะเพคตินนั้นสามารถแยกได้โดยการต้มกับน้ำเป็นเวลานาน แต่เฮมิเซลลูโลสนั้นต้องแยกโดยใช้โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ แมทริกซ์ โพลีแซคคาไรด์มีลักษณะเป็นของเหลวที่มีรูปร่างไม่แน่นอน ทำหน้าที่หุ้มห่อส่วนของไมโครไฟบริลลา โพลีแซคคาไรด์
Ø เฮมิเซลลูโลส ชื่อของเฮมิเซลลูโลสนั้นใช้เรียกเมื่อพบโพลีแซคคาไรด์ชนิดนี้ใหม่ๆ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นสารเริ่มต้นที่จะทำให้เกิดเซลลูโลส ซึ่งในปัจจุบันพบว่าไม่จริงเฮมิเซลลูโลสประกอบด้วยไซแลนซ์ (Xylans) ซึ่งมีน้ำตาลไซโลส (Xylose) แมนแนน (Mannans) ซึ่งมีน้ำตาลแมนโนส (Mannose) และกาแลกแตน (Galactans) ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลกาแลคโตส (Galactose)
นอกจากนั้นยังมีกลูโคแมนแนน ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลแมนโนส ไซโลกลูแคน ประกอบด้วยน้ำตาลไซโลสและน้ำตาลกลูโคส และแคลโลส (Callose) จัดเป็น เฮมิเซลลูโลสซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคสที่เกาะกันแบบ  b-1,3-glycosidic bond ซึ่งจะพบบริเวณปลายเซลล์ของท่ออาหาร (Sieve tubes)
Ø เพคติน  ทำหน้าที่เชื่อมให้เซลลูโลสติดกัน เป็นส่วนประกอบที่มีมากในส่วนมิดเดิลลาเมลลา (Middle lamella) นอกจากนั้นเพคตินยังเกิดในน้ำผลไม้ต่างๆ  สารเคมีที่พบในเพคตินคือกรดแอลฟา ดี กาแลคตูโรนิค (µ-D-galacturonic acid) อะราบิแนนส์ (Arabinans) และกาแลคแตนส์ (Galactans)
3.    ลิกนิน (Lignins) การเกิดลิกนินในพืชมักจะควบคู่ไปกับเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ค้ำจุน และท่อน้ำท่ออาหาร จะพบในผนังเซลล์ทุติยภูมิ ซึ่งตายแล้ว การเกิดลิกนินทำให้เซลล์แข็งแรง ทำให้ไฟบริลไม่เคลื่อนที่และป้องกันอันตรายให้ไฟบริลด้วย อาจจะพบลิกนินในเนื้อผลไม้บางชนิด เช่น ฝรั่งและละมุด ลิกนินประกอบด้วยสารเคมีที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูง พวกฟีโนลิคส์ (Phenolics) ลิกนินทำให้เซลล์เกิดความแข็งแรงมากขึ้นและต้านทานต่อสารเคมีและการกระทบกระแทกต่างๆ
4.    โปรตีน ในการพบโปรตีนในผนังเซลล์นั้นระยะแรกเข้าใจว่าเกิดจากการปนเปื้อนมาจากส่วนของไซโตพลาสต์ (Cytoplasm)   แต่ในปัจจุบันได้มีการสรุปแน่ชัดแล้วว่า ในเซลล์ที่กำลังเจริญเติบโตจะมีโปรตีนในผนังเซลล์ ประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์   ซึ่งประกอบด้วยเอนไซม์พวกไฮโดรเลส (Hydrolases) กลูคาเนส (Glucanase) เพคติน เมทธิลเอสเตอเรส (Pectin Methylesterase) และเอทีพีเอส (ATPase)  เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีโปรตีนที่เป็นโครงสร้างเป็นพวกไกลโคโปรตีน (Glycoprotein)  ซึ่งประกอบด้วยไฮดรอกซีโพรลีนเป็นส่วนใหญ่   (Hydroxyproline)   โดยเกาะกับโพลีแซคคาไรด์แบบ Non Covalent bond
5.    น้ำ เป็นส่วนประกอบที่พบในส่วนของเพคตินที่มีลักษณะเป็นวุ้น  (Gel) และยังทำหน้าที่ลดปริมาณของไฮโดรเจนบอนด์ที่เกาะกันระหว่างไฟบริลและเฮมิเซลลูโลส ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำจะทำให้การติดกันของไฟบริลกับเฮมิเซลลูโลสเปลี่ยนไปและน้ำยังเป็นตัวทำละลายสารเคมีในผนังเซลล์ด้วย โดยเฉพาะขณะที่เซลล์ขยายตัว
6.    ส่วนที่หุ้มห่อภายนอก (Incrusting Substances) สิ่งที่หุ้มห่อข้างนอกของผนังเซลล์ของเซลล์ผิว (Epidermis) จะเป็นสารพวกคิวติเคิล (Cuticle) เพื่อช่วยลดการสูญเสียน้ำ หรือรับน้ำเพิ่มมากขึ้นและยังป้องกันอันตรายจากสารเคมีและเชื้อจุลินทรีย์ได้ด้วย นอกจากนั้นยังมีสารประกอบอนินทรีย์บางชนิดพบในผนังเซลล์ของพืชบางชนิด สารเหล่านี้ เช่น แคลเซียมคาร์บอเนตและแคลเซียมซิลิเกต เป็นต้น
สามารถแบ่งผนังเซลล์ออกได้ เป็น 3 ชนิด ด้วยกันคือ
1.     ผนังเซลล์ชั้นที่หนึ่งหรือผนังเซลล์ปฐมภูมิ (Primary Cell Wall) เกิดขึ้นหลังจากที่เซลล์หยุดการขยายตัวแล้ว จะทำหน้าที่หุ้มห่อเยื่อหุ้มเซลล์อยู่อีกทีหนึ่ง
2.     ผนังเซลล์ชั้นที่สองหรือผนังเซลล์ทุติยภูมิ (Secondary Cell Wall) คือผนังเซลล์ที่อยู่ระหว่างผนังชั้นที่หนึ่ง และเยื่อหุ้มเซลล์ ประกอบด้วยเซลลูโลสและลิกนินเป็นส่วนใหญ่
3.     มิดเดิลลาเมลลา คือส่วนที่เป็นผนังร่วมของเซลล์สองเซลล์ที่อยู่ติดกันเป็นส่วนของผนังเซลล์ที่เกิดขึ้นในขณะที่เซลล์แบ่งเป็นสองเซลล์ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมเซลล์สองเซลล์ให้ติดกันประกอบด้วยสารเพคติน

Rough Endoplasmic Reticulum : RER

เอ็นโดพลาสมิกเรติคิวลัมแบบขรุขระ หรือ เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมชนิดขรุขระ
( Rough endoplasmic reticulum )

มีโครงสร้างเป็นท่อ ที่ผิวด้านนอกของเยื่อหุ้มมีไรโบโซมมาเกาะ เยื่อหุ้มชั้นในบางส่วนพองออกเป็นซิสเทอร์นี จำนวนซิสเทอร์นีแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหน้าที่ของเซลล์หรือสภาวะการเจริญของเซลล์ โดยเฉพาะในเซลล์ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนจะพบมากเป็นพิเศษ เช่น เซลล์ตับ
หน้าที่ของ RER
1. ลำเลียงสารไปยังส่วนต่างๆของเซลล์
1.1 การลำเลียงสารพวกไขมัน จากการทดลองนำหนูที่อดอาหารมาให้น้ำมันจากข้าวโพด โดยอนุภาคของน้ำมันจะถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็ก หลังจากนั้นอีกหลายชั่วโมงจึงพบว่าไขมันแพร่กระจายอยู่ใน RER และ SER รวมถึง Golgi body ด้วย แสดงให้เห็นว่าการลำเลียงสาร เกิดจาก ER ไปยัง Golgi body
1.2 การลำเลียงสารพวกโปรตีน มีโปรตีนหลายชนิดที่ได้จากการสังเคราะห์ของ RER แล้วส่งไปเก็บไว้ที่ซิสเทอร์นี แล้วส่งผ่านไปสะสมไว้ในกระเปาะของ SER แล้วจะถูกส่งไปที่ Golgi body เพื่อส่งออกนอกเซลล์ต่อไป
2. สังเคราะห์โปรตีน
การสังเคราะห์โปรตีนจะเริ่มจากมีไรโบโซมมาเกาะที่ผิวด้านนอกของเยื่อหุ้มของ ER แล้วเกิดกระบวนการถอดรหัส ( translation ) ซึ่งจะกลายเป็นสายโปรตีนภายใน ช่องว่าง ( lumen ) ของ RER โปรตีนจะถูกส่งผ่านไปยังซิสเทอร์นีแล้วถูกส่งเป็น transport vesicle ซึ่งนำไปปรับแต่งที่ Golgi body ต่อไป
โดยทั่วไปแล้วการสังเคราะห์โปรตีนของเอนโดพลาสมิกเรติคูลัมชนิดขรุขระ จะต่างจาก ไรโบโซมอิสระ ( free ribosome ) ทั้งนี้เพราะโปรตีนที่สร้างจากไรโบโซมอิสระจะถูกเก็บไว้ใช้ภายในเซลล์แต่โปรตีนที่ได้จากเอนโดพลาสมิกเรติคูลัมชนิดขรุขระ จะถูกส่งออกไปใช้ภายนอกเซลล์
3. การสังเคราะห์ ไตรกลีเซอไรด์ ( triglyceride )
หลังจากที่มีการดูดซึมไขมันของเซลล์ที่อยู่บริเวณลำไส้เล็กจะมีการเปลี่ยนกลีเซอไรด์ ( glyceride ) ให้เป็นไตรกลีเซอไรด์ ( triglyceride ) อย่างรวดเร็วใน ER ทั้งสองชนิด

Smooth Endoplasmic Reticulum : SER

เอ็นโดพลาสมิกเรติคิวลัมแบบผิวเรียบ หรือ ร่างแหเอนโดพลาซึมแบบผิวเรียบ 
(Smooth Endoplasmic Reticulum : SER)

คือ เอ็นโดพลาสมิกเรติคิวลัม หรือ ร่างแหเอนโดพลาซึม (Endoplasmic Reticulum : ER) ชนิดที่ไม่มีออร์แกเนลล์ ที่ชื่อ ไรโบโซม (Ribosome) เกาะที่พื้นผิว ทำให้ลักษณะผิวดูเรียบและผนังของมันจะยอมให้สารประกอบโมเลกุลใหญ่บางชนิดผ่านได้
หน้าที่หลัก : ลำเลียงสารต่างๆไปกระจายทั่วเซลล์ เช่น RNA ไขมัน โปรตีน เอนไซม์ เกลือแร่, ช่วยในการลำเลียงสารออกนอกเซลล์ ที่เรียกกระบวนการนี้ว่า Exocytosis, สังเคราะห์ไขมันพวก Cholesterol, กำจัดสารพิษในเซลล์ เช่น พบมากในเซลล์ของตับ, สร้างสารสเตอรอยด์ เช่น พบในเซลล์ที่ต่อมหมวกไต เซลล์ในอัณฑะ เซลล์ในรังไข่     
ตัวอย่างแหล่งที่พบ : ตับ, อัณฑะ, รังไข่, ต่อมหมวกไตชั้นนอก, เซลล์กล้ามเนื้อ